Amazing Nongbualamphu

" Queen of Sticky Rice "

Khao nio phualong

( Sticky rice charms a husband)

 


 


ประวัติศาสตร์ข้าวไทย

                        ข้าวของไทยเป็นพืชอาหารประจำชาติที่มีตำนานประวัติศาสตร์มายาว นานปรากฏ เป็นร่องรอยพร้อมกับอารยธรรมไทยมาไม่น้อยกว่า 5,500 ปีซึ่งมีหลักฐานจากแกลบข้าวที่เป็นส่วนผสมของดินใช้เครื่องปั้นดินเผาที่บ้าน เชียงอำเภอโนนนกทา ตำบลบ้านโคก อำเภอภูเวียงอันสันนิษฐานได้ว่าเป็น เมล็ดข้าวที่เก่แก่ที่สุดของไทยรวมทั้งยังพบหลักฐานเมล็ดข้าวที่ขุดพบที่ถ้ำ ปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยแกลบข้าวที่พบนี้มีลักษณะของข้าวเหนียวเมล็ด ใหญ่ที่เจริญงอกงามในที่สูง

            นอกจากนี้ยังมีการคันพบเมล็ดข้าวเถ้าถ่านในดินและรอยแกลบข้าวบนเครื่องปั้นดินเผาที่โคกพนมดี อำเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบุรี แสดงให้เห็นถึงชุมชนปลูกข้าวสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในแถบชายฝั่งทะเลรวมทั้งยังหลักฐานคล้ายดอกข้าวป่าที่ถ้ำเขาทะลุ จังหวัดกาญจนบุรี อายุประมาณ 2,800 ปี ซึ่งอยู่ในช่วงรอยต่อของยุคหินใหม่ตอนปลายกับยุคโลหะตอนต้น
ภาพเขียนบนผนังถ้ำหรือผนังหินอายุประมาณ 6,000 ปี ที่ผาหมอนน้อยบ้านตากุ่ม ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานีมีลักษณะคล้ายบันทึกการปลูกธัญพืชอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเหมือข้าว ภาพควายแปลงพืชคล้ายข้าว แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ได้รู้จักการเพาะปลูกข้าวเป็นอย่างดีแล้ว

            นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คน คือ TayadaNatabe, TomoyaAkihamaและ Osamu Kinosgitaแห่งมหาวิทยาลัย Tottriและ กระทรวงเกษตรและกรมป่าไม้ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องข้าวไทย ดูแกลบจากแผ่นอิฐโบราณจากโบราณสถาน 108 แห่งใน 39 จังหวัดทั่งทุกภาคของประเทศไทย ทำให้สันนิษฐานได้ว่าการปลูกข้าวในไทยมีมานานนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 6 โดยข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวเหนียวนาสวนเมล็ดป้อม และข้าวเหนียวไร่เมล็ดใหญ่ต่อมาการปลูกข้าวเหนียวไร่น้อยลง แล้วเริ่มมีการปลูกข้าวนาสวนเมล็ดเรียวเพิ่มขึ้น

            การศึกษาวิจัยนี้ทำให้ทราบว่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 11-20 มีข้าวชนิดต่างๆ จำนวน 3 ขนาด คือ ข้าวเมล็ดใหญ่ ได้แก่  ข้าวเหนียวที่งอกงามในที่สูง ข้าวเมล็ดป้อม ได้แก่ข้าวเหนียวที่งอกงามในที่ลุ่ม (ทั้งสองชนิดมีการเพาะปลูกก่อนสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 11-16) และเมล็ดข้าวเรียว ได้แก่ ข้าวเจ้า พบในสมัยศรีวิชัย (พุทธศตวรรษที่ 13-18) ซึ่งข้าวแต่ละชนิดพบมากหรือน้อยแตกต่างกันไปตามระยะเวลา

            ประมาณ พ.ศ. 540-570 ไทยได้รับอิทธิพลด้านกสิกรรมและการค้าจากจีนซึ่งคาดว่ามาตามลำน้ำโขงสู่ดินแดนอีสานตอนล่าง ที่นิยมปลูกข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและเมล็ดใหญ่กันอย่างแพร่หลาย เช่นเดียวกับภาคกลางในยุคทวาราวดี

            ในช่วงเวลานั้นเริ่มมีการเพาะปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวขึ้นแล้วสันนิษฐานว่านำมาจากอาณาจักรขอม ซึ่งในยุคนั้นถือว่า เป็นชนชั้นปกครองการหุงต้มข้าวเมล็ดยาวนี้แตกต่างจากข้าวของชาวพื้นเมืองจึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้ข้าวชนิดนี้ถูกเรียกว่าข้าวเจ้าและเรียกข้าวเหนียวว่าข้าวไพร่บ้างก็เรียกว่าข้าวบ่าวหรือข้าวนึ่งซึ่งข้าวในสมัยนั้นเรียกกันเป็นสิ่งบ่งบอกชนชั้นได้อีกด้วย

        

ในสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1740-2040) ข้าวที่ปลูกในสมัยนี้ยังเป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อมและเมล็ดยาวเป็นส่วนใหญ่แต่ก็เริ่มปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวเพิ่มมากขึ้นตามลำดับในยุคนี้พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงการกสิกรรม ได้ผลผลิตอุดมสมบูรณ์ดังปรากฏในศิลาจารึกว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าวมีการหักล้างถางพงและถือครองเป็นที่ทำกินและที่ดินนั้นจะสืบทอดเป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานการสร้างหลักปักฐานเพื่อประกอบอาชีพกสิกรรมเช่นนี้ ก่อให้เกิดระบบการปกครองเศรษฐกิจและสังคมขึ้น ดังนั้นระบบศักดินาซึ่งเป็นการแบ่งระดับชนชั้นตามจำนวนของพื้นที่นาจึงน่าจะเริ่มใน ยุคนี้

ต่อมาเข้าสู่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นบ้านเมืองมีความมั่งคั่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญอีกทั้งหัวเมืองในอาณาจักรจำนวนมาก เริ่มระบบการปกครองแบบจตุสดมภ์มีกรมนาดูแลและส่งเสริมและสนับสนุนการทำนาอย่างจริงจังเพราะข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรและเป็นเสบียงสำรองในยามเกิดศึกสงครามโดยข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่ยังคงเป็นข้าวเหนียวเมล็ดป้อม และเมล็ดยาวแต่การปลูกข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียวมากขึ้นด้วย

สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย-กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการเก็บอากรข้าวในภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ข้าวที่ทางราชการแนะนำหรือพันธุ์พื้นเมืองที่มีคุณภาพ ส่วนภาคเหนือตอนบนนิยมปลูกข้าวเหนียวแต่ในภาคเหนือตอนล่างและภาคใต้เน้นปลูกข้าวเจ้าเป็นหลัก

ในช่วงนี้เองที่ประเทศตะวันตกได้ออกล่าอาณานิคม และเมืองไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายแต่ด้วยพระปรีชาญาณ และวิเทโศบายอันชาญฉลาดของพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ไทยจึงรอดพ้นเงื้อมมือของต่างชาติ และดำรงเอกราชอยู่ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งคือการเปิดเสรีการค้ากับต่างประเทศมากขึ้นส่งผลให้ข้าวกลายเป็นสินค้าออกที่สำคัญของไทย รัฐบาลต้องขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวในเขตพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุด

ปัจจุบันการปลูกข้าวในประเทศไทย คงมีเพียงข้าวเมล็ดป้อมที่พบมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่ข้าวเมล็ดยาว พบมากในภาคกลางและภาคใต้ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากที่สุดภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่ปลูกข้าวคิดเป็น 45 % ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ ส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพดีที่สุดของโลก ข้าวที่ปลูกในพื้นที่แถบนี้จึงมักปลูกไว้เพื่อขายรองลงมาคือ ภาคกลาง และภาคเหนือ ที่พื้นที่เพาะปลูกเท่ากันประมาณ 25% ทุกวันนี้ไทยเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ผลิตออกสู่ตลาดโลกมากที่สุดและเป็นศูนย์กลางของการศึกษาวิจัยพันธุ์ข้าวซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้สร้างตำนานแห่งอารยธรรมธัญญาหาร ของมนุษยชาติ

.........................................

History of Thailand’s rice.
                      “Rice” is the national food of Thailand with long legendary history. The traces of Thais’ civilizations was more than 5,500 years which is evidence of rice husk as a combination of the pottery at Ban Chiang, Non Nok Tha District, Ban Khok, Phuwieng District and also Pung Hung cave, Mae hong sorn Province. Moreover, in Kanchanaburi province is about 2,800 years old, which is in a transition period at the end of the Neolithic period to the early metal period.

The cave painting was about 6,000 years at “Pha mon noi” Ban takoom, Huay pai Sub-district, Khong chiam District, Ubon Rachathani Province. It were kinds of cereals fossil. This evidence had been shown that man knew how to cultivated rice.
                       Three Japanese scientists are Tayada Natabe, Tomoya Akihama and Osamu Kinosgita from Tottri University, Ministry of Agriculture and Forestry Department. They studied about Thailand’s rice by the chaff from the ruinable ancient bricks 108 places in 39 provinces all over Thailand. They Assume that rice in Thailand has long history. Since 6th century B.E. farming rice slender grain increased.
 

This research showed that in the 11-12 B.E. there were 3 kinds of rice: Big sized grain was sticky rice that cultivated at the high area. Plump shape rice was sticky rice that cultivated at the plain area ( these were cultivated in early Dhavaravati Kingdom) and slender grain rice was Khao chao that found in Sriwichai period (13-18 B.E.)       

                      About 540 to 570 B.E. Thailand was influenced the agriculture and trade of China. During that time, began to cultivate rice, long grain tapered up.           It was Presumably derived from the Khmer Empire which in that era was considered “The ruling class”. Cooked with long grain was different from the natives. So that is why rice is called "Khao Chao" and the sticky rice as "Khao Phrai(common people rice)" or "Khao Bao(slave rice)" or "Khao Neung". It was  an indication of the class as well.

   

                       In Sukhothai period(1740-2040 B.E.) People were cultivated long grain mostly and slender increasing respectively. In this era cultivation yield abundant as idioms has shown in the inscription "too many fish are in water and too much rice in the field".

                       In early Ayutthaya period. Country was stable and wealth. The regime was settled the pillars " bureau of Field " to care, promoted and supported farming. Because of rice was the staple food and for backup for war. Rice was grown mostly but more slender seed.

                      In the end of Ayutthaya period while beginning of Rattanakosin period, the reign of King Rama 3rd. Western countries have colonization and Thailand was the one of their goals. But with the king’s wise, Thailand has been independence. We was traded with foreign countries and rice became a major exporter of Thailand.

        Nowadays, growing short-grain rice in Thailand is found in northern and Northeastern. Long-grain rice is almost in southern. 45% of the cultivated area is in Northeastern and have been cultivating “Jasmine rice 105(the best quality in the world)”. So this area is planted for sales. Thailand is the world market and the center of the rice research which shows as the legendary civilization of mankind cereal.

// Translated and Edited by Master Mongkut chomnongnit

 

 

 

        

              Copyright © Nongbualamphu Province